คำถามที่พบบ่อย: เมื่อไหร่ที่กระดูกเราจะเริ่มเสื่อม? กระดูกของคนเราเริ่มเสื่อมตั้งแต่อายุ 35 ปีขึ้นไป และสามารถนำไปสู่ภาวะกระดูกพรุนได้ในอนาคต แคลเซียมที่กินทั่วไปอันตรายจริงหรือ? แคลเซียมที่ขายตามท้องตลาดส่วนใหญ่เป็น แคลเซียมคาร์บอเนต ซึ่งร่างกายดูดซึมได้น้อย และอาจตกค้างสะสมในหลอดเลือดจนกลายเป็นหินปูน ส่งผลให้เส้นเลือดอุดตันและทำให้ความดันโลหิตสูง อ.มาศ เคหาสน์ธรรม ได้อธิบายถึงหลักการดูแลสุขภาพกระดูกอย่างถูกวิธี โดยเน้นย้ำว่าการรับประทานแคลเซียมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และอาจส่งผลเสียหากขาดสารอาหารที่ช่วยเสริมการทำงาน แคลเซียม อะมิโน คีเลท (Calcium Amino Chelate): รูปแบบแคลเซียมที่ร่างกายดูดซึมได้ดีกว่า แคลเซียมคาร์บอเนต ทั่วไป ช่วยให้แคลเซียมเข้าสู่กระดูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดอาการท้องอืด แมกนีเซียม อะมิโน คีเลท (Magnesium Amino Chelate): รูปแบบแมกนีเซียมที่ดูดซึมได้ดีกว่า แมกนีเซียมออกไซด์ ช่วยเสริมการทำงานของแคลเซียม ลดอาการปวดเมื่อย และช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น วิตามิน D3: มีบทบาทสำคัญในการลดการสลายมวลกระดูกและเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก ช่วยชดเชยการที่ร่างกายไม่ได้รับแสงแดดเพียงพอ วิตามิน K2 (MK-7): ทำหน้าที่เป็นตัวนำพาแคลเซียมเข้าสู่กระดูกโดยตรง ป้องกันไม่ให้แคลเซียมสะสมกลายเป็นหินปูนในเส้นเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะหลอดเลือดแข็งและไม่ยืดหยุ่น การขาดสารอาหารเหล่านี้ ทำให้การรับประทานแคลเซียมอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี เพื่อความสะดวกและประสิทธิภาพ Cal D3 Plus เป็นผลิตภัณฑ์ที่รวมสารอาหารสำคัญสำหรับกระดูกไว้ในเม็ดเดียว ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม วิตามิน D3 และวิตามิน K2 โดยใช้สารตั้งต้นในรูปแบบที่ร่างกายดูดซึมได้ดีเยี่ยม ผลิตภัณฑ์นี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพกระดูกให้แข็งแรง ห่างไกลจากภาวะกระดูกพรุน ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุที่มีอาการปวดเข่า หรือเด็กวัยเจริญเติบโต วิธีการรับประทาน: แนะนำให้รับประทานวันละ 2 เม็ด พร้อมมื้ออาหารเช้าหรือเย็น คำแนะนำ: หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือคำปรึกษาด้านสุขภาพจาก อาจารย์มาศ เคหาสน์ธรรม สามารถติดต่อผ่านช่องทาง Line: @R9999
สารอาหารสำคัญที่ช่วยให้กระดูกแข็งแรง: มากกว่าแค่แคลเซียม
ทางเลือกเพื่อสุขภาพกระดูกที่ดีขึ้น